201 | ef – a tale of melodies. | 03. union

เสียงไวโอลินและบทเพลงที่คุ้นเคยดังขึ้น คุเซะในคราบนักดนตรีเต็มยศกำลังบรรเลงไวโอลินอยู่กลางเวที อีกด้านนึงก็มีคุเซะอีกคนยืนชี้นิ้วไปที่คุเซะที่กำลังเล่นไวโอลิน แล้วคุเซะคนนั้นก็เหนี่ยวไกมือที่ชี้ออกไป คุเซะทั้งสองคนก็ล้มลงพร้อมกัน….คุเซะนอนไม่หลับ อดีตของเขาได้ผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง อีกด้านนึงมิสึกิก็นอนไม่หลับเช่นกัน เธอจ้องมองไปยังพระจันทร์ดวงโตที่ส่องแสงลอดหน้าต่างเข้ามา


03. union


ยูเจอเครื่องบินกระดาษที่อยู่บนพื้นอีกแล้ว นั่นหมายความว่ามีใครบางคนอยู่บนดาดฟ้า ยูตามขึ้นไปบนดาดฟ้า ที่หน้าประตูดาดฟ้าเขาได้พบกับครูอามามิยะยืนสูบบุหรี่อยู่ ยูไม่สนใจครูที่พยายามชวนเขาเข้าชมรมศิลปะ ยูโกะเปิดประตูลงบันไดจากดาดฟ้ามาเจอทั้งสองคน เธอจึงถามว่าพี่มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ ยูโกรธเพราะคิดว่ายูโกะเรียกเขามาพี่อีกแล้ว แต่คนที่ยูโกะเรียกว่าพี่นั้นกลับเป็นครูอามามิยะต่างหาก ยูประหลาดใจที่ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน เสียงกริ่งดังขึ้นครูอามามิยะจึงขอตัวไปก่อนและบอกว่าแปลกใจนิดหน่อยที่ทั้งสองคนรู้จักกันและก็อย่าลืมตั้งใจเรียนล่ะ

ยูโกะก็ยังพูดล้อเล่นกับยูเหมือนอย่างเคย ยูสังเกตเห็นว่ายูโกะนั้นไม่ได้ใส่รองเท้า ยูโกะบอกว่าเมื่อเช้าพอเปิดตู้ดูก็ไม่มีรองเท้าอยู่ซะแล้ว ไม่รู้ไปใหนเหมือนกัน ยูบอกว่าไปขอรองเท้าที่ห้อง(อะไรล่ะ)มาใส่ก่อนสิ แล้วยูก็บอกให้ยูโกะรออยู่ตรงนี้ แล้วเขาก็วิ่งไปหยิบมาให้


063 : lass : ทิ้ง | 039 : es : สิ่ง


ยูเอารองเท้ามาให้ยูโกะแต่ยูโกะกลับพูดเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องที่ยูจะเป็นธุระให้เลย

มิสึกิมากดกริ่งที่บ้านคุเซะ แต่กลับไม่มีใครออกมา แม้ว่ามิสึกิจะแกล้งดัดเสียงเป็นสุมิเระมาเรียก ก็ไม่มีใครออกมาอยู่ดี คุเซะที่อยู่ข้างในแม้จะได้ยินเสียงกริ่งแต่ก็กลับนื่งเงียบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

000056 : Himmels : ท้องฟ้า

ที่ห้องพักครู ยูถูกครูอามามิยะเรียกไปพบ ยูแสดงท่าที่ไม่เป็นมิตรและพยายามให้เข้าเรื่องเร็วที่สุดและไม่ว่าจะพูดยังไง เขาก็ไม่คิดจะเข้าชมศิลปะด้วย ครูอามามิยะกลับบอกว่าก่อนที่เขาจะรับยูโกะไปเลี้ยงนั้นยโกะเคยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาก่อน ยูก็เคยอยู่ที่นั้นด้วยสินะ ยูตอบว่าใช่ เขาถามต่อว่าถ้างั้นตอนเด็กก็เป็นเพื่อนกันงั้นเหรอ แต่ยูบอกว่าไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น ครูอามามิยะจึงบอกว่างั้นเข้าเรื่องดีกว่า ยูคุงสนิทกับฮิโรโนะสินะ ช่วยไปเตือนเขาที่ว่าอย่าแก้ผ้าวาดรูปในห้องศิลปะ ยูพอได้ยินก็ตัดบทขอตัวแล้วก็ออกไปจากห้องพักครูทันทีโดยไม่ฟังอะไรต่อ

มิสึกิที่ตามหาคุเซะไม่เจอก็เดินเรื่อยเปื่อยจนมาถึงโบสถ์แห่งนึง โบสถ์แห่งนี้ก็ยังเหมือนโบสถ์อีกแห่งในโอโตวะที่ญี่ปุ่นโดยไม่มีผิดเพี้ยน มิสึกิเดินเข้ามาในโบสถ์พบกับยูนั่งอยู่บนแท่นวางรูปปั้น พอเห็นอย่างงั้นก็เลยบอกว่านั่งบนนั้นเดี๋ยวก็โดนโกรธหรอก ยูถามกลับว่าใครโกรธล่ะ มิสึกิคิดอยู่ครู่นึงจึงตอบว่าพระเจ้าล่ะมั้ง ยูพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่าของแบบนั้นไม่มีในโลกหรอก คุยกันสักพักยูก็ถามว่ามิสึกิเป็นลูกพี่ลูกน้องของเรนจิใช่ใหม มิสึกิประหลาดใจว่ายูรู้ได้อย่าง ยูบอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเมืองนี้เขารู้หมด มืสึกิเลยถามว่าถ้างั้นรู้จักนักดนตรีที่ชื่อ คุเซะ ชูอิจิ หรือเปล่า ที่บ้านเขาก็ไม่อยู่ รู้ใหม่ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใหน ยูก็ไม่รู้ว่าตอนี้คุเซะอยู่ที่ใหนแต่ก็ขอแนะนำมิสึกิว่าอย่าไปสนิทกับเขาให้มาก ถ้าสนิทกันมากเกินไป ก็ขอให้เตรียมใจไว้ด้วย

ยูนัดคุเซะมาปรึกษาเกี่ยวกับยูโกะหลังเลิกเรียน จู่ๆนางิก็โผล่มาในชุดเสื้อคลุม นางิบอกว่ามองจากจากหน้าต่างห้องศิลปแล้วเห็นทั้งสองคนแอบมาคุยกันหลังโรงเรียน ก็เลยสนใจขอมีส่วนร่วมด้วย ยูปรึกษาคุเซะเกี่ยวเรื่องรองเท้าของยูโกะที่หายไป ใครบางคนอาจจะแกล้งเธออยู่ นางิพอดียินก็พยักหน้าหงึกๆแล้วก็เดินไปใหนไม่รู้ทันที ยูกับคุเซะจึงตามไป


000051 : Gluck : โชค

นางิเดินไปยังตู้เก็บรองเท้าของโรงเรียน พร้อมกับชี้ไปหลังตู้รองเท้าที่สูงเกินเอิ้อม ตรงนั้นมีรองเท้าวางอยู่คู่หนึ่ง นางิขอขี่คอยู่เพื่อจะปีนไปเก็บรองเท้าให้ ยูเพิ่งสังเกตว่านางิก็ไม่ได้ใส่รองเท้า นางิบอกว่าเธอกำลังสเก็ตภาพอยู่แล้วเห็นทั้งสองคนก็เลยใส่เสื้อคลุมแล้วก็ออกมาทันทียังไม่ได้ใส่อะไรเลย ยูเลยเขินที่นางิไม่ได้ใส่ชั้นในแล้วไล่ให้รีบลงไป ในที่สุดก็ได้รองเท้าของยูโกะมา นางิเรียกชื่อยูโกะว่ายุโกะ เธอบ่นว่าชื่อคนที่มากกว่า 2 พยางค์ออกเสียงยากจัง (ภาษาญี่ปุ่นชื่อของยูโกะออกเสียงว่า ยุอุโกะ) ยูสงสัยว่าทำไมนางิถึงรู้ว่ารองเท้าอยู่บนนั้น นางิบอกว่าเมื่อก่อนเธอก็เคยรองเท้าหายเหมือนกัน พร้อมกับบอกว่าถ้ามีใครสักคนเอารองเท้าไปวางบนนั้นก็หมายความว่าไม่ได้เจตนาดีแน่นอน คุเซะบอกให้ยูรีบเอารองเท้าไปคืนยูโก

มิสึกิที่ไม่รู้ว่าจะตามคุเซะที่ใหนได้ออกเดินคนเดียวเรื่อยเปื่อยไปตามทางรถไฟ (แถมยังไปเปลี่ยนเป็นชุดนักเรียนมาแล้วด้วย!) ที่ปลายทางมีสถานีรถไฟ ที่นี่มีใครบางคนที่คุ้นเคยนั่งอยู่ สาวน้อยผมสีม่วงที่ใส่ผ้าปิดตาข้างนึงหันมามองมิสึกิ ทั้งสองคนสบสายตากัน สาวน้อยที่สถานีรถไฟพูดขึ้นว่า “สถานีนี้รถไฟไม่มาหรอกนะคะ” มิสึกิกลับตอบไปว่าไม่ได้เจอกันนานเลยนะ รุ่นพี่จิฮิโระใช่ใหมคะ เธอตอบรับว่าเธอชื่อชินโด จิฮิโระ มิสึกิเล่าว่าตอนเด็กๆเธอเคยมาเล่นกับรุ่นพี่เคย์ เราสองคนเคยเจอกันแล้ว จิฮิโระจึงนึกออกว่าเป็นมิสึกิจังและตกใจที่โตขึ้นมาก มิสึกิก็บอกว่าจิฮิโระก็โตขึ้นและก็น่ารักมาก แต่ว่าในแบบที่แตกต่างจากรุ่นพี่เคย์ จิฮิโระดูลึกลับและน่าหลงใหลจนทำให้ตกหลุมรักทันที จิฮิโระดูเขินๆที่โดนมิสึกิชมและยังขอกอดด้วย มิสึกิกอดจิฮิโระไว้แน่น เธอบอกว่าจิฮิโระนุ่มนิ่มและมีกลิ่นหอมมากเลย รู้สึกดีอย่างกับได้ชาร์จพลังเต็มเปี่ยม แต่รู้สึกจะชาร์จมากไปหน่อยมิสึกิชะงักเพราะว่าเลือดกำเดาทำท่าจะใหล

จิฮิโระเล่าเรื่องต่างๆให้มิสึกิฟัง มิสึกิงอนนิดหน่อยที่เรนจิเป็นแฟนกับจิฮิโระ พร้อมกับบ่นว่าทั้งเคย์และจิฮิโระมีคนพิเศษแล้ว ทำให้เธออกหักสอง-สามครั้งรวด จิฮิโระได้ยินจึงสงสัยว่ามิสึกิจังอกหักเหรอ มิสึกิบอกว่ายังไม่รู้หรอก แค่หาคนที่อยากพบไม่เจอเท่านั้น มิสืกิรำพันว่าคุเซะอยู่ที่ใหนน้า เธอเร่งรีบเกินไปหรือเปล่า กลายเป็นทำลายตัวเองซะนี่ จิฮิโระพอได้ยินชื่อคุเซะก็เอะใจแล้วเปิดไดอารี่ดู มิสึกิถามว่ามีอะไรเหรอแต่จิฮิโระปฏิเสธ มิสึกิพยายามซักไซ้จิฮิโระ จิฮิโระจึงถามมิสึกิว่าชอบคุณคุเซะหรือเปล่า การรักใครสักคนเเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ มืสึกินั้นหมดหนทางแล้วหรือยัง มิสึกิไม่แน่ใจตัวเอง แต่ก็กลัวที่จะเป็นเช่นนั้น จิฮิโระจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว จิฮิโระส่งไดอารี่ให้มิสึกิอ่าน ในนั้นมีเรื่องราวของคุเซะที่มิสึกิยังไม่รู้อยู่

คุเซะไปที่โบสถ์ ยูบอกคุเซะว่าเมื่อสักครู่เด็กคนนั้นได้มาตามหานายที่นี่ คุเซะไม่ยอมให้ใครก็ตามมาบอกรักเขาอีกแล้ว เขาจะจบทุกอย่างลงในคืนนี้ถ้าหากเขาไม่ทำมัน เขาต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่จากศูนย์อีกครั้ง อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องตาย ยูจึงอวยพรให้คุเซะเดินทางโดนสวัสดิภาพ น้ำเสียงของยูนั้นแฝงด้วยความเศร้าหมอง


0000003 : Leben : ชีวิต

มิสึกิที่ได้อ่านเรื่องคุเซะจากไดอารี่ของจิฮิโระและพบว่าคุเซะกำลังจะตาย เรนจิซึ่งได้มาที่สถานีแห่งนี้ด้วยบอกว่ามันเป็นอาการทางประสาทที่เป็นกรณีพิเศษ เมื่อครึ่งปีก่อนระหว่างแสดงคอนเสิร์ทเขาเกิดหัวใจชักกระตุกและสลบไป ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้แล้ว คุเซะบอกทุกคนว่าอย่าใส่ใจและขอร้องให้ปฏิบัติกับตัวเขาเหมือนกับเมื่อก่อน มิสึกิเสียใจแม้ว่าเขาจะเป็นแบบนั้นยังอุตส่าห์มาเป็นเพื่อนให้อีก จิฮิโระกุมมือเรนจิไว้ แล้วบอกมิสึกว่าใครหลายคนพยายามเป็นอย่างมากเพื่อให้มีชีวิตที่ปกติ และนั่นก็เป็นวิถีชีวิตแบบนึง คำพูดของจิฮิโระหมายถึงคุเซะและก็สะท้อนถึงตัวของเธอเองด้วย


000026 : Du : เธอ

ที่ห้องเรียนยูได้แวะมาหายูโกะเพื่อเอารองเท้ามาให้ ยูโกะใส่รองเท้าแล้วบอกว่าพอดีเลย งั้นเธอก็แต่งงานกับเจ้าชายได้แล้วสินะ ยูหยิบหนังสือเรียนของยูโกะออกมาดูพบว่าข้างในเต็มไปรอยขีดเขียนเละเทะ ยูโกะพูดด้วยน้ำเสียงสนุกสนานว่าน่าสนใจดีนะคะ ยูโกรธและถามยูโกะว่าทำไมถึงยังใจเย็นอยู่ได้อีก ยูโกะกลับไม่สนใจพร้อมกับถามว่าแล้วรุ่นพี่ฮิมูระล่ะโกรธอะไรหล่ะคะ หรือเพราะว่ารักเธอเข้าแล้ว ยูขึ้นเสียงแล้วบอกว่าตอนนี้ไม่มีอารมณ์สนุกกับมุขตลกหรอกนะ ยูโกะก็ยังคงน้ำเสียงร่าเริงบอกว่าเรื่องแบบนี้ สำหรับเธอแล้วมันก็เกิดขึ้นเรื่อยๆหล่ะ พูดจริงๆแล้วมันก็แค่ระดับมีเดี้ยมเท่านั้นเอง ยูตอบกลับว่าเรื่องการกลั่นแกล้งมันไม่มีระดับมีเดี้ยมหรือว่าเวลดันหรอกน่า(ยูแม่งรับมุข) ยูโกะกลับแก้ต่างว่าหญิงสาวในวัยนี้มีเรื่องมากมาย และก็ต้องมีการระบายออกมั่ง หญิงสาวโดดเดี่ยวอย่างเธอเองก็เหมาะกับการเป็นกระสอบทรายชั้นดีเลยอยู่แล้ว

ฟ้ามืดลงแล้ว ที่บ้านของคุเซะ มิสึกินั่งรอคุเซะอยู่บนม้านั่งโยกคนเดียว คิดถึงคำพูดของคุเซะที่บอกว่าไวโอลินคงใช้ไม่ได้อีกแล้ว พร้อมกับรำพันว่าคนโกหก.. จิฮิโระมาเรียกมิสึกิ ฮิมุระ(ยู) ฝากเธอมาบอกว่าถ้าอยากฟังคุเซะเล่นไวโอลิน ให้ไปที่ชายหาดคืนนี้ จริงๆแล้วตามหลักการเขาไม่ควรสนับสนุนคนอื่น แต่คิดว่าก็ควรจะบอกมิสึกิไว้ เพราะนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว มิสึกิจึงรีบวิ่งไปชายหาด

ที่นั่น คุเซะกำลังเล่นไวโอลินอยู่ เสียงของไวโอลินอันไพเราะล่องลอยไปในอากาศ มิสึกิหยุดมองอยู่ห่างๆ เมื่อเล่นเสร็จ คุเซะเก็บไวโอลินแล้วจุดบุหรี่ขึ้นสูบ จากนั้นก็เทของเหลวสีแดงจากขวดที่เขาพกมาด้วยใส่กล่องไวโอลิน มันคือน้ำมัน คุเซะทิ้งบุหรี่ลงไปใส่ ไฟติดโหมขึ้นมาทันที คุเซะจ้องมองไปที่เปลวไฟครู่นึงแล้วหันหลังเดินจาก มิสืกิวิ่งตะบึงเข้ามา และพยายามใช้มือดับไฟ คุเซะพยายามห้ามไว้ มิสึกิลุกขึ้นวิ่งถอยไปแล้วกลับตัววิ่งสุดแรงมาเตะไวโอลินที่ติดไฟลอยลงทะเล เธอรีบวิ่งตามดูไวโอลินที่ตกน้ำ พอเห็นว่าไฟดับแล้วก็หันมายิ้มดึใจให้คุเซะ คุเซะรีบเข้าไปพร้อมกับตะคอกให้มิสึกิแบมือออกมา มืสึกิมีสีหน้าหม่นหมองส่ายหัวปฏิเสธ คุเซะคว้ามือของมิสึกิออกมาดูพบว่าเป็นรอยแผลไฟลวกเต็มไปหมด มิสึกิร้องไห้ “ฉัน..คงไม่ดีพอสินะ ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ ได้โปรดเถอะ…” คุเซะกุมมือไว้แล้วกอดมิสึกิ “ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะต้องไม่เป็นไร….” คุเซะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นครือ


000037 : ferner : ห่างออกไป

โดนแกล้งก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียอย่างเดียวนะเนี่ย เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ได้กลับบ้านกับยูด้วย ยูโกะพูดกับยูด้วยน้ำเสียงร่าเริงเหมือนเคย “ทั้งๆที่เมื่อก่อนโดนห้ามเข้าใกล้นะเนี่ย” ยูยังคงย้ำว่าอย่ามาเข้าใก้ลเขาดีกว่า ยูโกะตกใจร้องเสียงหลง ยูจึงบอกว่าเขาล้อเล่นน่า ไปกันเถอะ ยูโกะเปิดตู้รองเท้าพบว่ารองเท้าคู่เก่งของเธอก็โดนกรีดจนยับเยิน ยูทนไม่ไหวบอกว่ายูโกะโดนแกล้งขนาดนี้น่าจะพอรู้ตัวผู้ต้องสงสัยนี่ ยูโกะบอกว่าช่างมันเถอะ ยังไงมันก็ไม่แตกต่างหรอก มันไม่ใช่เรื่องที่ยูต้องมาโกรธเลย รองเท้าแบบนี้มันก็น่ารักดีออก ยูโกะพยายามเปลี่ยนเรื่องที่คุยพร้อมกับบอกว่ายูอย่ามายุ่งด้วยเลยจะดีกว่า ยูกลับโมโหกว่าเดิม ยูโกะจึงหยิบรองเท้าคืนมาแล้วพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า..มนุษย์เรามันก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ…

หลังจากดูตอนที่ 3 จบแล้วสิ่งที่ผมรู้สึกทันทีเลยก็คืออารมณ์นี้หล่ะที่เฝ้ารอจะได้อิ่มเอมจากการดู ef เป็นความรู้สึกตื้นตันและก็จุกในอกไปพร้อมๆกัน เมื่อเพลงปิดดังขึ้นมาก็ยังหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ มันมีหลายจุดมากที่ผมประทับใจในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นจิฮิโระที่ปรากฏตัวหรือว่าบทอันโดดเด่นของมิสึกิ ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับการบอกเล่าความรู้สึกจะขอยกยอดไปไว้ในช่วงท้าย

เมื่อดำเนินเรื่องจนมาถึงตอนที่ 3 ef – a tale of melodies. แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าการดำเหตุการณ์ของเรื่องนั้นอยู่นอกเหนือเส้นแบ่งของเวลา มีการตัดสลับไปมาโดยระหว่างบทของยูโกะและบทของมิสึกิโดยไม่มีการหยุดพักหรือสัญญาณล่วงหน้า แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวที่มีความแตกต่างกันด้านเวลาเป็นอย่างมาก แต่ว่าผู้ชมก็ยังสามารถรับรู้เรื่องราวได้อย่างต่อเนื่อง…ละมั้ง

ในตอนนี้เรื่องราวในบทของมิสึกิได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ คุเซะเมื่อถูกบอกรักจากมิสึกิ เขาเลือกที่จะตัดขาดและหนีจากมันเพราะว่าปัญหาเกี่ยวกับร่างกายและชีวิตของเขา มิสึกิที่ออกตามหาคุเซะได้พบกับจิฮิโระโดยบังเอิญ และได้รับรู้ความจริงของคุเซะจากจิฮิโระและเรนจิ จนสุดท้ายทั้งสองคนได้พบกับอีกครั้งที่ชายหาด ส่วนในบทของยูโกะนั้นยังคงเดินหน้าไปอย่างช้าๆ และเก็บรายละเอียดในเกมแทบจะครบถ้วน มีการเริ่มปูพื้นความสัมพันธ์ของยูโกะกับครูอามามิยะขึ้นมา และให้เราได้รับรู้ว่าชีวิตของยูโกะในโรงเรียนเป็นเช่นไร ในฐานะที่พอรู้เรื่องคราวๆมาก่อนแล้วทำให้รู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของยูโกะมากเป็นพิเศษ สำหรับเหตุผลว่าทำไมนั้นไม่ช้าเรื่องราวก็เปิดเผยออกมาเอง

เพลงเปิดของเรื่องได้เข้าสู้เวอร์ชั่น 2 แล้ว มีการเพิ่มสีเขาไปในจุดต่างๆทำให้ดูมีสีสันมากขึ้น และก็วาดแก้ไขเพิ่มในหลายๆส่วน เช่นมือที่โบกสะบัด หรือผมของยูโกะในช่วงแรก ในเพลงเปิดแบบแรกช่วงกลางๆที่เป็นยูโกะหน้าดำๆโผล่มา เธอจะทำปากเป็น :o อยู่ ตรงนี้ผมดูกี่ทีก็อดขำไม่ได้ ซึ่งก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ยูโกะไม่ :o แล้วนะ! และอีกอย่างที่สงสัยก็คือภาพแรกของเพลงเปิดที่เป็นรูปยูตอนวัยเรียนยกแขนทำท่าพิลึกๆ ในเพลงเปิดแบบแรกผมนึกว่าแขนที่ยกนั่นอาจจะเป็นแขนคนอื่น แต่พอเป็นสีก็ได้เห็นชัดๆว่านั่นเป็นแขนของยูเองที่ยกอยู่ว่า แต่นั่นมันท่าอะไรกัน! นิ้วของยูกรีดกรายแล้วก็ดัดจริตสุดๆ ยูกำลังหัดโพสต์ท่าแบบโจโจ้อยู่หรือ!

เนื้อเพลง Ebullient Future ที่ใช้ในแฟนซับกันนั้นเป็นการแกะจากเสียงร้องของ ELISA ซึ่งเธอก็ไม่ได้ออกเสียงภาษาอังกฤษได้ชัดเจนเท่าใหร่นัก ทำให้มีหลายจุดที่ไม่แน่ใจว่าร้องว่าอะไร บังเอิญว่าได้ไปเจอเนื้อเพลงแบบที่คิดว่าถูกต้องจาก niconico ก็เลยจดมาให้

Ebullient Future (short ver.)

Love I’ve got to feel it.
If you put your trust in me.
I know what my life would be.
Oh, you are all I ever need

I try to hear what you said.
So I, prey but you’re fading away.
Don’t go, and break my fragile heart.
We won’t fall apart,
’cause you’re my only star.
I wonder why my tears ‘re come out.
Calling you, so like a little child.
All things you have in mind.
I wish I could see your insides.
My love, you’ve got to feel it.
And we put our trust in you and me.
You know what our lives would be.
Oh, you are the one I believe.

ภาพพื้นดำที่มีตัวหนังเลขและตัวหนังสือภาษาเยอรมันที่ปรากฏออกมาเป็นประจำ ในตอนนี้ก็ได้ปรากฏมากเป็นพิเศษ วิธีการอ่านข้อความที่แฝงไว้ก็ไม่ยากเลย แค่เอาคำมาเรียงต่อกันตามตัวเลขที่ปรากฏในรูปเท่านั้น เพียงแต่ตอนนี้คำที่มีนั้นกระจัดกระจายกันออกไปไม่สามารถปะติดปะต่อกันได้ แต่ก็สามารถอ่านประโยคแรก 001 002 003 ได้แล้ว ซึ่งออกมาเป็นคำว่า Mut Zum Leben แปลแบบผู้ไม่รู้ภาษาเยอรมันว่า ความกล้าหาญที่จะมีชีวิตอยู่ ถ้าให้คาดเดา ผมว่ามันอาจจะเนื้อเพลงอะไรสักเพลงที่ใช้ในเรื่องก็ได้


มิสึกิแดช!

ฉากมิสิกิเตะไวโอลินลงทะเล ถือได้ว่าเป็นจุดไคลแมกส์ของบทมิสึกิแล้ว แม้รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร ฉากนี้ก็มียังพลังของมันอย่างเต็มเปี่ยม ภาพของมิสึกิที่กลับตัวและจังหวะเตะไวโอลินนั้นถูกใช้ในเทรลเลอร์และโฆษณาด้วย จังหวะมิสึกิกลับตัวนั้นผมสงสัยตั้งแต่เห็นในเทรลเลอร์แล้วว่ามิสึกิทำอะไรอยู่ ผมตั้งชื่อท่านั้นว่า “มิสึกิเทอร์น” เมื่อมาได้เห็นของจริงก็พบว่านอกจากมิสึกิจะใช้ “มิสึกิเทอร์น” แล้ว เธอยังใช้ “มิสึกิชู้ต” อีกด้วย แล้วสึบาสะอยู่ที่ใหนเนี่ย ปล่อยให้คู่ขาแข้งทองวาดลวดลายคนเดียวได้ไง

เว็บไซต์หลักของ ef – a tale of melodies. นั้นมีเกมตอบคำถามให้เล่นอยู่ด้วย ที่มุมซ้ายล่างของเว็บจะมีเครื่องบินกระดาษอยู่ ถ้าเอาเมาส์ไปคลิ๊กตรงนั้นก็จะเข้าสู่หน้าเล่นเกมตอบคำถามประจำตอน ซึ่งเหมือนที่เคยมีในภาค memories ก็คือให้เราดูอนิเมตามปกติ บางครั้งตามฉากหลังหรือสิ่งของประกอบฉากจะมีตัวสือเขียนอยู่ ให้จดเอาตัวหนังสือนั้นมาใส่ ถ้าถูกต้องก็จะสามารถดาวน์โหลดการ์ตูนสี่ช่องประจำตอนมาดูได้ ในภาค Memories ตอนแรกนั้นเคยมีพาสเวิร์ดว่า Nice Boat อยู่บนกระดาษที่ปลิวผ่านช่วงที่ฮิโรโนะ ฮิโระ ขึ้นขี่จักรยานไล่ตามมิยาโกะ จังหวะที่เห็นตัวอักษรนั้นมีแค่เฟรมเดียว เชื่อว่าสามัญชนคนปกติถ้าหากดูด้วยตาเปล่าแล้วไม่มีทางอ่านทันได้อย่างแน่นอน แต่ตัวพาสเวิร์ดว่า Nice Boat นั้นเป็นการล้อเลียนอนิเมเรื่อง School Days ที่เพิ่งจบไป เพราะมีตอนจบที่อื้อฉาวในด้านความรุนแรงจนไม่สามารถออกอากาศได้ ทำให้สถานีโทรทัศน์ต้องเอาสารคดีซึ่งมีภาพเรือมาออกอากาศแทน อันเป็นที่มาของคำว่า Nice Boat

กลับมาที่ ef กันต่อ สำหรับสามตอนแรกที่ฉายไปแล้วนั้นก็มีพาสเวิร์ดซ่อนอยู่ ในตอนแรกนั้นอยู่บนภาพปก CD ของคุเซะที่หยิบให้มิสึกิ ในตอนที่สองนั้นเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่มิสึกิโทรไปแจ้งฉุกเฉิน ส่วนตอนที่สามนั้นไม่มีพาสเวิร์ด แต่เป็นคำถามตอบให้เลือกตัวเลือกแทน คำถามถามว่าที่ท้ายตอนมิสึกิพูดว่าอะไร ตัวเลือกที่ 3 นั้นมีใจความว่า “ไม่ได้นะคะ อย่าจับตรงนั้นสิ ลามก…” ผมชักสนใจใคร่อยากจะกดตัวเลือกที่สามนี่จังเลย…. ใครขี้เกียจไปเปิดดูนั้นพาสเวิร์ดก็ตามนี้เลย Drag Here >> ตอนที่ 1 BWV1001-1006 ตอนที่สอง 119 ตอนที่สาม ตัวเลือกอันแรก ตอนที่สี่ nomimon
สำหรับตอนที่ 4 นั้นผมยังไม่ได้ดู ไม่ทราบว่าอยู่ตรงใหนเหมือนกัน แต่เอาพาสเวิร์ดมาฝากเฉยๆ


จิฮิโระอิคิมาส~!

กลับมาพูดถึงเรื่องความรู้สึก แน่นอนว่าผมอยากจะตะโกนออกมาดังๆสุดเสียงเมื่อตอนที่เห็นสถานีรถไฟและสาวน้อยคนนึงนั่งอยู่ สาวน้อยผู้มีชีวิตที่น่าสงสารแต่ว่าไม่ยอมแพ้ให้กับโชคชะตาอันโหดร้าย จิฮิโระมาแล้ว! แล้วยังโดนกระหน่ำซ้ำด้วยประโยคสุดคลาสสิค “สถานีนี้รถไฟไม่มาหรอกนะคะ” ที่ทำให้ผมแทบจะละลายลงไปตรงนั้น ประโยคนี้เป็นประโยคที่จิฮิโระพูดกันเรนจิในครั้งแรกที่ทั้งสองคนพบกัน จิฮิโระนั้นเป็นตัวละครจากภาคแรก เธออยู่ที่โอโตวะออสเตรเลียมาตลอด จิฮิโระมีความผิดปกติทางสมองที่ทำให้เธอไม่สามารถจำอะไรได้นานเกิน 13 ชั่วโมง แต่เธอและเรนจิก็ร่วมกันฝ่าฟันกำแพงอันสูงตระหง่านมาได้ ในตอนจบภาคที่แล้วจิฮิโระจำเรนจิได้แม้จะผ่านเวลาไปเกิน 13 ชั่วโมง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอนั้นหายดี เธอก็ยังใช้ชีวิตกับไดอารี่อยู่เหมือนเดิม การที่จิฮิโระจำเรนจิได้นั้นอาจจะเป็นเศษเสี้ยวของปาฏิหารย์ที่ตอบสนองต่อจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของจิฮิโระเอง

ในช่วงที่จิฮิโระคุยกับมิสึกิแล้วมิสึกิแสดงความรู้สึกถึงคุเซะ จิฮิโระได้จับมือของเรนจิแล้วให้กำลังใจมิสึกิ ภาพสองมือที่กุมกันไว้นั้นสื่อถึงสิ่งที่ทั้งสองร่วมเผชิญกันมา ประโยคง่ายๆธรรมดา แต่ใครก็ตามที่เข้าใจเรื่องราวของทั้งสองคน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจขึ้นมา ฉากนี่เป็นฉากที่ผมชอบมากที่สุดในตอนนี้เลย

ไดอะล๊อกที่ชอบอีกอันสำหรับบทนี้ก็คือบทสนทนาระหว่างยูและมืสึกิ ยูที่ยืดมั่นในเหตุผลและตรรกะของตนเองกับมิสึกิที่ดื้อรั้นแต่ก็ขยายโลกของตัวออกไปได้ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เด็กกับผู้ใหญ่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ตรงใหน ยูเองก็ถูกมืสึกิที่เป็นเด็กใช้เหตุผลที่เขาหลงลืมไปต้อนซะจนมุมเอาเหมือนกัน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องด้วยวิธีแบบผู้ใหญ่ๆ

ภาพปิดท้ายตอนนั้นเป็นภาพของยูโกะที่วาดโดย Matsuda98 ซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักวาดภาพประกอบที่มีผลงานมากมาย ล่าสุดมีผลงานเป็นเรื่องยาวชื่อเรื่อง Honoka Level Up! ออกมาแล้ว 2 เล่ม ในตอนหน้านั้นเป็นตอนที่ 4 มืชื่อตอนว่า turn ถ้าผมฟังไม่ผิดเสียงคนกล่าวปิดท้ายตอนน่าจะเป็นเสียงของมิยาโกะ(ของผม)นะ ไม่มีบทในเรื่องมีเสียงให้หายคิดถึงก็ยังดี

เกร็ดแถมพิเศษ

  • ตอนนี้ก็ไม่มีตัวประกอบอีกแล้ว แต่มีฟุตเตจชู้ตบาสอันเก่ามาใช้ซ้ำ จะนับว่าเป้นตัวประกอบได้ใหม?
  • ตัวอักษรที่ใช้เป็นแบ็คกราวนด์ ใน op คือเพลง eternal feather กับ emotion flutter ในภาษาเยอรมัน
  • เว็บไซต์หลักของ ef – a tale of melodies. มีการยกเครื่องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ทั้งหมด

Leave a Comment