605 | Day 4 Forward and Back…

Day 4 Imabari to Tachibana

วันนี้ก็สะดุ้งตื่นมาตอนตีสาม (ทำไมตื่นเช้าทุกวันเลยวะ ทั้งๆ ที่เมื่อวานก็เหนื่อยมากๆ) พยายามจะนอนต่อก็นอนไม่หลับเพราะว่า…หิว ไม่มีอะไรตุนไว้ด้วย ก็เลยลุกไปเก็บผ้า ผ้าแห้งแล้วเพราะลมพัดแรงทั้งคืน เสร็จก็กลับมาพยายามนอนต่อ หลับได้อีกนิดนึงตื่นมาอีกทีตีห้า คราวนี้ฟ้าสว่างแล้วเลยจะออกไปหาอะไรกินกับชมเมืองอิมาบาริด้วย ข้างนอกอากาศเย็นพอกำลังสบายๆ ข้ามถนนไปแฟมิลี่มาร์ทใกล้ๆ ตอนตีห้าแฟมิลี่มาร์ทที่นี่มีพนักงานแค่คนเดียวยืนกวาดหน้าร้านอยู่ พอเราเข้าไปในร้านก็วิ่งตามมาคิดเงิน เช้านี้กินสปาเก็ตตี้อีกแล้ว แต่เป็นสปาเก็ตตี้อะไรไม่รู้คล้ายๆ ซอสไข่กุ้ง เยอะเหมือนเดิมแต่ไม่อร่อยเท่าไหร่ พอกินได้ เลี่ยนนิดๆ

แฟมิลี่มาร์ทอยู่ฝั่งตรงข้าม

สปาเก็ตตี้อะไรสักอย่าง

ถนนไร้รถ

ภารกิจสำหรับเช้านี้คือ….ตามหาร้านร้อยเยนเพื่อกรรไกรตัดเล็บ! จริงๆ อยากได้กรรไกรตัดเล็บตั้งแต่วันที่อยู่โอโนมิจิแล้ว เคยรู้สึกมั้ยเวลาหนังขอบเล็บมันเป็นขุยๆ เล็บยาวนิดๆ เบียบซอกเล็บจนคันยิบๆ มันหงุดหงิดแต่ทำอะไรไม่ได้ จะไปซื้อในเซเว่นก็อันละตั้ง 500 เยน (งก) เลยกะว่าจะซื้อที่ร้านร้อยเยน(ไดโซะ) แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมายังไม่ได้เข้าเมืองใหญ่ก็เลยไม่เจอร้านไดโซะสักร้าน (คุ้นๆ ว่าเห็นที่มุโคจิม่านะ แต่ไม่ได้แวะ) วันนี้ก็เลยตั้งเป้าว่าจะหากรรไกรตัดเล็บให้ได้ ดูแผนที่แล้วพบว่ามีร้านไดโซะอยู่ทางด้านบนของเมือง ก็เลยไปสำรวจด้านนั้นละกัน

อิมาบาริเป็นเมืองที่ดูสะอาดและเป็นระเบียบ ค่อนข้างเป็นเมืองใหม่ ตึกรามบ้านช่องดูสะอาดตา ไม่โบราณคลาสสิคแบบโอโนะมิจิ ออกไปแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเส้นที่ตรงไปท่าเรือ ถนนสวยมาก มีต้นไม้แซม เช้านี้ไม่มีรถเลย(หรือยังไม่มีก็ไม่รู้) และเวลานี้เองก็เป็นครั้งแรกที่เริ่มฉุกใจว่าถนนญี่ปุ่นในเมืองนี่แม่งไฟแดงเยอะฉิบหาย มีแทบจะทุก 50 เมตร ไม่มีรถสักคันเราก็ต้องหยุดรอ (เพราะถ้ารถมามันจะพุ่งเร็วมาก…) ก็ปั่นๆ ไปเจอตึกรูปเรือสวยดี แล้วก็เจอท่าเรือ มองไปมองมา นี่มันท่าที่เราจะขึ้นวันนี้นี่หว่า เออดี จะได้ไม่ต้องหา เลยไปนิดนึงก็เจอปราสาทอิมาบาริ เข้าไปดูซะหน่อย ไม่รู้จะเล่าอะไรเพราะไม่รู้ประวัติศาสตร์ ฮ่าๆ ถ่ายรูปเสร็จก็ปั่นออกมา ตรงทางเข้ามีเนินนิดนึง น้ำตาแทบไหลเพราะขายังล้าจากเมื่อวาน….

ตึกรูปเรือ…มั้ง


ฝั่งเมืองอิมาบาริ

ลิบๆ โน่นคือชิมานามิที่พิชิตมา


ปราสาทอิมาบาริ

สุดท้ายก็ไปไม่ถึงไดโซะ เพราะคิดได้ว่าไดโซะมันเปิด 9.00 แต่ตอนนี้มันเพิ่งจะหกโมง ก็เลยกลับเข้าตัวเมืองวนดูบรรยากาศแล้วก็กลับ ถึงห้องตอนเจ็ดโมง เห็นว่าพอมีเวลาก็นอนต่อแป๊บนึง ตื่นมาแปดโมงเก็บข้าวเก็บของพับผ้าผ่อนใส่กระเป๋า ออกจากบ้านของเวยฟานตอน 9.10 ปั่นไปแป๊บก็ถึงท่าเรือ เจอเรือมาจอดอยู่แล้ว มีนักปั่นจักรยานรอขึ้นอยู่กลุ่มนึง รีบเข้าไปก็เอ…กุยังไม่มีตั๋วนี่นา ถามนักปั่นคู่นึงว่าซื้อตั่วที่ไหน เขาก็ชี้ไปที่ตึกรูปเรือที่เจอเมื่อเช้า ก็รีบปั่นไปซื้อกลัวไม่ทันรอบนี้ พนักขายเป็นเจ๊มีปานที่หน้า (ขออภัยแต่จำได้ตรงนี้จริงๆ) เจ๊บริการดีมาก ออกมาแนะนำวิธีซื้อที่ตู้และบอกราคาให้เรา กดๆ ก็ได้ตั๋วมา สรุปว่าเราจะไปเกาะฮากาตะ ค่าตัวรวมประมาณ 1,500 เยน และลดระยะทางไปได้ 2 สะพาน ประมาณ 20 กิโล

ไปขึ้นเรือเจอลุงพนักงานท่าเรือดุมาก บอกให้เราเอากระเป๋าออกจากจักรยาน ก็กุลีกุจอแกะแล้วลุงก็ยกจักรยานเราไป บนเรือมีนักปั่นอีกสองกลุ่มใหญ่ เรื่องค้นพบสำหรับวันนี้คือ ตอนที่อยู่บนเรือ GPS ไม่สามารถระบุตำแหน่งเราได้ นั่งเรือสักพักก็ถึงท่าเรือที่เกาะฮากาตะตอน 10.20 ปรากฏว่ามีเราลงคนเดียว…. จักรยานลงมาก่อนเราอีก ยืนส่งเรือแล่นจากไปจนเหลือโดดเดี่ยวที่ท่า ก็จัดแจงแพ็คกระเป๋าติดจักรยานอีกรอบ พร้อมแล้วสำหรับชิมานิไคโดรอบสอง!!

เรือที่นั่งมาตะกี้

วาร์ปเกท

จากท่าเรือกลับไปเส้นหลัก

ออกจากท่าเรือมาก็เจอถนนแบบเดิม มีเส้นฟ้าขาว แต่โซนนี้เป็นโซนนอกเส้นทางหลัก จึงไม่ค่อยมีทั้งรถทั้งคน ปั่นไปนิดก็เจอฝรั่งเคราที่มากับแฟนซึ่งเจอรอบนึงแล้วเมื่อวาน ทางนั้นน่าจะจำเราได้เหมือนกันก็ยิ้มกว้างให้ เราก็ยิ้มให้พร้อมกับผงกหัวทักทาย เจอเนินแรกที่นี่ก็รู้สึกกร๊อบแกร๊บนิดๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง มันไม่ลื่น ขามันฝืดๆ ก็ทำเอากังวลว่าจะถึงมุโคจิม่า(เกาะแรก) มั้ยเนี่ย (วันนี้ที่พักจองไว้ที่มุโคจิม่า) ระหว่างที่ปั่นก็ยึดหลักการ ใครแซงกุได้แซงไปเลย ขอเอาชีวิตรอดไว้ก่อน แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ใช้หลักการนี้เท่าไหร่ เพราะไม่เจอคนอื่นฝั่งเดียวกันเลย…

ที่นี่จะเจอเครนเยอะแบบนี้บ่อยๆ

วันนี้กล้องมีแบตแล้ว ถ่ายอะไรมั่วซั่วได้

บนถนนบอกไว้ว่าอีก 60 กิโลจะถึงโอโนมิจิ (ลดไปประมาณ 20 กิโล) ค่อยๆ ไปแบบเซพๆ จนผ่านสะพานแรกข้ามไปเกาะโอมิชิม่า แล้วก็ข้ามสะพานที่สองไปเกาะอิคุจิ สองสะพานนี่จะอยู่ใกล้ๆ กัน พอได้ออกแรงหน่อยก็เหมือนจะเริ่มเข้าที่ รู้สึกฝืดน้อยกว่าตอนเช้า กลายเป็นสบายๆ ถึง Cyclist Sanctuary ตอนสิบเอ็ดโมงกว่าๆ เลยแวะหาอะไรกินหน่อย สิบเอ็ดโมงแต่ก็ยังไม่ค่อยมีคน สั่งข้าวหมูอบไข่ออนเซ็นกับซอฟท์ครีมนมฮอกไกโดมากิน อร่อยดีทั้งคู่ แต่ปริมาณสามัญชน ไม่สะใจ เวลานี้เราอยากได้ปริมาณฆาตกรรมมากกว่า ระหว่างที่รอข้าวมีสาวสองคนมาขอให้ช่วยถ่ายรูปเป็นภาษาญี่ปุ่น ฟังออกประมาณ 50% แต่เดาจากพฤติกรรมได้ เราก็รับกล้องมาแล้วเจ๊ทั้งสองก็เก๊กท่าถ่ายรูป ต…แต่ว่ามันย้อนแสงนะ! รูปสาวทั้งสองคนจึงหน้าดำปี๋… จะบอกให้ย้ายมุมก็เกรงใจเพราะทั้งสองโพสท่าเรียบร้อยแล้ว เออถ่ายก็ถ่ายไปละกัน หาใช่เรื่องที่กุจะต้องกำหนดโลเคชั่นไม่…

ถนนฟ้าไป Cyclist Santuary

ข้าวหมูไข่ออนเซ็น ซอสออกเปรี้ยวๆ

ระหว่างกินข้าวก็มีนักเรียนกลุ่มใหญ่มาทัศนศึกษา ปั่นจักรยานเรียงแถวผ่านไปบนสะพาน (ไม่ทันถ่ายรูป) ตู้กดน้ำที่นี่มีกดเอายางใน 700c x 23 ด้วยนะ… นั่งชิลๆ สักพักก็ออกเดินทางต่อ เนื่องจากว่าผ่านมา 2 สะพานแล้วเริ่มรู้สึกชิล เหลืออีกสะพานเดียวเอง ก็ค่อยๆ ปั่นไปเรื่อย นัดรับกุญแจจากไอกะซังตอน 16.00 กะว่าสบายๆ ไปมาๆ คิดอีกรอบ เห้ยมันเหลืออีก 2 สะพานนี่หว่า มันมี 6 สะพาน ข้ามมา 2 มันก็ต้องเหลือ 4 ฟายจริงๆ ก็เลยต้องเข้าโหมด “เอาจริงละ!” ปั่นต่อ

เจออะไรแปลกๆ ระหว่างทางนิดหน่อย คือมันจะมีช่วงชุมชนอารมณ์ประมาณ “ยินดีต้อนรับ” โดยปกติก็คงจะมีคนมายืนขายโน่นนี่ แจกโน่นนี่ แต่ตอนที่ไปมันไม่มีคน เขาเอาตุ๊กตามานั่งเรียงกันแทน แล้วอาคารตรงนั้นมันก็เหมือนร้างๆ ไม่ได้ใช้งาน พอมีตุ๊กตามานั่งเรียงกันก็อย่างกับหนังผี กลางคืนมีหลอนได้ ที่โต๊ะมีส้มวางอยู่ในถุงแล้วก็มีสมุดเยี่ยมให้เขียน ประมาณว่าแจกส้มนะ เซ็นลงสมุดเยี่ยมหน่อย ก็เลยไปหยิบส้มฟรีมาลูกนึงแล้วก็เซ็นสมุดเยี่ยม (ด้วยภาษาไทย) ส้มลูกใหญ่มาก หวานๆ ขมๆ กินไปปั่นไปก็สนุกดี

หลอนอ่ะ…

มีรถเข็นด้วย

ผ่านสะพานที่สามข้ามไปเกาะอินโนะชิม่า โอเคคราวนี้เหลือสะพานเดียวจริงๆ แล้ว ทางก็คุ้นตาจากเมื่อวาน จำได้ว่าเดี๋ยวจะเจออะไร เนินอยู่ตรงไหนมันก็ปั่นสบายขึ้น ระหว่างทางไม่เจอคนฝั่งเดียวกันเลย เจอแต่ฝั่งตรงข้ามสวนไป มีกลุ่มสาวๆ สี่คนปั่นจักรยานไฟฟ้าขึ้นเนินฉิว เห็นแล้วอิจฉาจัง…. ตอนนี้ก็มีอาการใหม่เพิ่มคือ เจ็บตูด อาการนี้ไม่มีผลต่อความเหนื่อย แต่จะทรมานอยู่ตลอดเวลา… แวะร้าน K (ร้านสะดวกซื้อ) หาอะไรกินเล่นหน่อย ก็ได้นมกาแฟ คาเฟโอเล่มากล่องนึง รสชาติเหมือนกาแฟเย็นบ้านเรา วันนี้เมฆครึ้มพอสมควร ไม่มีแดดทั้งวันเลยไม่ค่อยร้อน โชคดีที่ทั้งสองวันฝนไม่ตกเลย อ่าน facebook เจอคนที่กรุงเทพบ่นระนาวเรื่องฝนตกหนัก รถติด น้ำท่วม ถ้ายังอยู่โน่นสงสัยได้ปั่นจักรยานลุยถนนคลองอีกแหงม

ตู้กดน้ำ..ตื่นเต้น แถวบ้านไม่มี

ทางจักรยานใต้ทางด่วน

ผ่านสะพานสุดท้ายที่ลอดใต้ทางด่วนข้ามไปเกาะมุโคจิม่าตอนสักบ่ายสามนิดๆ นัดไว้บ่ายสี่ สบายๆ แต่มันดั๊นมีปัญหาขึ้นมาจนได้ นั่นก็คือ….คาเฟโอเล่ตะกี้มันมีทั้งนมและกาแฟ ก็เลยปวดขรี้… และมันก็ปวดขึ้นเรื่อยๆ! ก็พยายามอดกลั้นปั่นไปถึงที่พักวันนี้ที่ตั้งชื่อเองว่า “บ้านของไอกะ” (เซนส์การตั้งชื่อห่วยแตกมาก) มาถึงบ้านของไอกะซังตอน 15.30 ถือว่าค่อนข้างเร็วเลย ปั่นเต็มเส้นทางก็ไหวนะเนี่ย!! (พูดทีหลังจะพูดอะไรก็ได้เนอะ 55) สถานการณ์ตอนนี้คือบ้านไอกะซังล๊อคและปวดขี้มาก ไอกะซังบอกว่าจะให้นารุซังเอากุญแจมาให้ตอน 16.00 เราจะเอาชีวิตรอดอีก 30 นาทีไปได้อย่างไร และถ้านารุซังมาแล้วแนะนำโน่นนี่ในบ้านนาน มิขี้แตกเต็มกางเกงก่อนหรือไร…. ก็เลยรีบส่งข้อความไปบอกไอกะจังว่า ขอโทษน้าเร็วไปหน่อยแต่ถึงแล้วจ้า….

บ้านของไอกะซัง

สุดแท้จะหาหนทาง ถือกล้องไปถ่ายรูปทะเลแล้วก็แวะคุยกับลุงบ้านข้างๆ ที่ยืนตัดต้นไม้อยู่ ลุงไม่สปีคและลิสซึ่นอิงลิชโดยสิ้นเชิง แต่ลุงก็เฟรนด์ลี่ตั้งใจคุยกับเรามาก พยายามจะเลียบๆ เคียงๆ ว่าขอกุใช้โทอิเระ(ห้องน้ำ)หน่อย แต่ดูลุงแกไม่เข้าใจ (เอ็งนั่นแหละความสามารถในการสื่อสารต่ำ) ลุงบอกแกรู้จักไอกะจังบ้างข้างๆ ให้โทรหามั้ย เราก็บอกว่าไม่เป็นไร นัดไว้แล้วรออยู่ ระหว่างที่พยายามสื่อสารกับลุง ข้าศึกที่บุกก็ดูจะเสียสมาธิจนถอยทัพกลับไปเอง คุยกับลุงเสร็จแป๊บนึงก็มีผู้หญิงปั่นจักรยานมา ซึ่งก็คือนารุซังที่เอากุญแจมาให้นั่นเองงงงง นารุซังดูเป็นมิตร สุภาพ (ไอกะซังเวลาส่งข้อความก็สุภาพโอเวอร์เหมือนกัน) นารุซังก็แนะนำวิธีใช้บ้าน สวิทช์ไฟ สวิทช์เครื่องทำน้ำร้อนเสร็จก็จากไปอย่างรวดเร็วแบบไม่รบกวน สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนจะสำรวจบ้านก็คือ…ขี้


หาดและป้าจูงหมา

ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง!

โอเคเราพร้อมแล้ว…. บ้านพักวันนี้อยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่าทาจิบานะบนเกาะมุโคจิม่า เป็นลักษณะเหมาบ้านทั้งหลัง เจ้าของบ้านชื่อไอกะแต่ไปทำงานในเมือง บ้านนี้ไม่มีใครอยู่จึงปล่อยให้เช่า แต่ไม่ค่อยมีคนเช่าหรอกเพราะทำเลไม่ดี ห่างไกลจากชุมชม เดินทางยาก ถ้าไม่มีรถหรือจักรยานนี่อย่าได้มาพักเลย ร้านค้าอะไรใกล้ๆ ก็ไม่มี ร้านอาหารไม่ต้องพูดถึง เต็มที่ก็มีแค่ตู้กดน้ำ แต่…บ้านสวยมาก เป็นบ้านที่ประทับใจที่สุดในที่พักทั้งหมด (ยกเว้นเรื่องเดินทางลำบาก) ในบ้านมีสามส่วน ที่นอน ห้องนั่งเล่น และห้องครัว เครื่องใช้มีครบแต่ไม่มีความรู้สึกว่ามีคนอาศัยอยู่ เพราะมันโล่งไปหมด อุปกรณ์ต่างๆ แทบไม่ได้มีการใช้งาน แต่ขณะเดียวกัน มันก็ไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นห้องเช่าด้วย ในห้องครัวมีชุดทำกาแฟอยู่หลายตัวแต่ดันไม่มีกาแฟให้ชง…. ดูๆ แล้วน่าจะเป็นของสะสมของสามีไอกะซึ่งทำงานเป็นช่างทำยีนส์ (เจ๊แกเล่าหมดใน chat) โซนห้องนอนมีหน้าต่างแบบญี่ปุ่น ห้องนั่งเล่นมีโซฟาสวยงาม ห้องน้ำก็สะอาดเป็นสัดส่วน บ้านนี้อยู่ได้สามคนสบายๆ ใครมาปั่นจักรยานแล้วไม่อยากพักที่โอโนมิจิ แนะนำให้ลองข้ามเกาะมาพักที่นี่ได้ (แน่นอนว่าต้องเตรียมของกินมาเลย) ข้อเสียอีกอย่างของที่นี่คือในรายละเอียดตอนจองบอกว่ามี Wifi กับ อาหารเช้า แต่พออยู่จริงกลับไม่มีทั้งสองอย่าง

เก้าอี้แปลกดี

มองไปห้องนั่งเล่น

ชุดชงกาแฟ

แต่ไม่มีกาแฟ…

สำรวจบ้านเสร็จเราก็ออกไปถ่ายรูปทะเลเล่น ก็ทะเลอ่ะนะ เอาตีนไปจุ่มน้ำเย็นๆ แล้วก็กลับบ้าน ด้วยว่าที่นี่ไม่มีอะไรกินก็เลยจะออกไปหาซื้ออะไรมากินก่อนมืด เปลี่ยนชุดก็ขโมยรองแตะปั่นจักรยานออกไป ตอนแรกดูแผนที่แล้วเจอว่ามีทางลัดไปโผล่กลางเกาะ พอเข้าไปหน่อยเดียวเจอเนินอย่างชัน ไม่รอดแน่กรู กลับไปปั่นเลียบทะเลเหมือนเดิมละกัน ระหว่างทางเจอป้ายรถเมล์ที่เซ็กซี่มาก โล่งๆ ริมภูเขา เก้าอี้ จบ… เซ็กซี่จริงๆ ปั่นไปสักพักก็นึกขึ้นได้ว่าลืมเอาไฟติดจักรยาน ถ้ามืดมันจะอันตราย แต่ดูเวลาแล้วคงกลับถึงก่อนมืด ไม่น่าจะมีปัญหา ปั่นไปได้สัก 15 นาที อ้าวฉิบหาย ฝนตก… ฝนเริ่มพรำๆ ตอนถึงเซเว่น (ต้องปั่นประมาณ 8 กิโลถึงจะเจอคอนวิเนียนสโตร์แห่งแรก) ก็รีบหยิบๆ ของกินใส่ถุงแล้วรีบกลับ กล้องที่เอามาก็ใส่ถุงพลาสติกกันเปียกฝน

ป้ายรถเมล์ อีกอันที่บอกว่าเซ็กซี่ไม่ได้ถ่ายมา…

สุสาน ด้านบนๆ มีอีกาอยู่ฝูงนึงเพิ่มความน่าสะพรึง

ปั่น 16 กิโลไปหาอะไรกินที่เซเว่น

รีบปั่นกลับบ้าน กลัวฝนจะตกหนัก ถ้าฝนตกแล้วถนนลื่นจนล้มขึ้นมานี่เรื่องใหญ่แน่ จากประสบการณ์ที่เคยล้มเจ็บๆ 70% คือล้มในวันฝนตกทั้งนั้น ก็รีบปั่น ฝนตกก็หนาว ลมก็เย็น (แต่ในใจกลับแอบสนุกอยู่นิดๆ…) แทบไม่เจอใครบนถนนเลย เหล่านักปั่นก็กลับหมดแล้ว รถก็แทบไม่มี มีแต่อีกา…. เลี้ยวโค้งไปโค้งมาก็ถึงทาจิบานะ แต่ปรากฏว่า…หาซอยบ้านไม่เจอ ตากฝนวนไปวนมาช้าๆ ถึงจะเจอ สรุปว่าฝนตกไม่แรง แค่พอชื้นๆ แต่ไม่แฉะ วันนี้ซื้อของกินมาสามอย่างได้แก่ ราเมงหมู ชุดข้าวปั้น แล้วก็ข้าวหน้าหมู วันนี้ก็เวพราเมงกับข้าวปั้นกิน ข้าวหน้าหมูใส่ตู้เย็นไว้ ราเมงก็งั้นๆ อีกแล้ว แต่ขโมยพริกแห้งในครัวใส่ฉุนๆ ก็อร่อยขึ้นหน่อย ข้าวปั้นเซ็ทอะไรลืมแล้ว กินๆ ไปไม่ทันจำ

มื้อเย็นที่น่าอนาถา…

กินเสร็จอาบน้ำ มีผ้าเช็ดตัวให้ประมาณ 20 ผืน… เครื่องทำน้ำร้อนที่นี่ร้อนกว่าที่บ้านของเวยฟานเยอะเลย ปรับไม่ค่อยเป็นอีก ร้อนลวกตีน รอตั้งนานกว่าจะลงอาบได้ อาบเสร็จก็ปูฟูตองนั่งเล่นเน็ทแป๊บๆ จดบันทึกประจำวันแล้วก็นอน ฝนตกพรำๆ อากาศเย็นสบาย….อยากตัดเล็บจัง

สรุปของกิน
สปาเก็ตตี้อะไรสักอย่างคล้ายๆ ไข่กุ้ง 460¥ งั้นๆ
ข้าวหมูอบไข่ออนเซ็น 580¥ โอเค อร่อยดี แต่น้อย(หิว)
ซอฟท์ครีมนมฮอกไกโด 350¥ อร่อยดี
คาเฟโอเล่ 160¥ งั้นๆ รสชาติกาแฟเย็นไทยมาก เยอะดี
ราเมงหมูเซเว่น
ชุดข้าวปั้น
ข้าวหน้าหมู

สามอันนี้ 1,230¥ ข้าวหน้าหมูอร่อยสุดในสามอย่าง

  1. ดูรูปไปก็นึกถึงหนังเรื่อง I am Legend มากๆ ทั้งเมืองไม่มีคนเลย 555

    ข้าวหมูอบไข่ออนเซ็นน่าโดนมากกก

    ขอบคุณครับ

  2. ไม่มีรูปแมวอะ..

Leave a Comment